Tip IT

Tip Computer

Mobile App

Free Game

Tip IT

Style5[ImagesOnly]

News IT

เช็คด่วน! ว่าซิมลงทะเบียนแล้วหรือยัง? พร้อมขั้นตอนการลงทะเบียนซิม

กสทช. เตือนผู้ใช้มือถือเติมเงิน รีบดำเนินการลงทะเบียนซิม ก่อน 31 กค.นี้ เนื่องจาก 1 สิงหาคม ถ้าใครที่ใช้โทรศัพท์มือถือแบบซิมเติมเงิน แต่ไม่ได้ทำการลงทะเบียนซิมยืนยันแสดงตัวตนต่อผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ  เลขหมายซิมที่ไม่ได้ทำการลงทะเบียนจะไม่สามารถโทรออก ใช้เน็ต หรือให้บริการได้  ตามที่ กสทช. ได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 21 มกราคม เลยวันนี้จะมาดูวิธีการตรวจสอบว่าเบอร์มือถือเติมเงิน ที่ท่านใช้อยู่นั้น ลงทะเบียนซิมแล้วหรือยัง ถ้ายัง จะต้องดำเนินการลงทะเบียนซิมมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ?

ขั้นตอนการตรวจสอบว่าลงทะเบียนซิมแล้วหรือยัง ?
หยิบโทรศัพท์มือถือ แล้วกดที่ *151# แล้วกดปุ่มโทรออก ระบบก็จะตอบรับว่าได้ลงทะเบียนซิมแล้วหรือยัง หากมีการลงทะเบียนซิมแล้ว ทางเครือข่ายจะแจ้งว่าลงทะเบียนเรียบร้อย หรือ บอกว่าซิมนี้มีการลงทะเบียนซิมแล้วโดยปรากฎหมายเลขประชาชน ปรากฎตรงหน้าจอ  ซึ่งกรณีนี้ก็ไม่ต้องไปลงทะเบียนซิมใหม่อีก
แต่ถ้าเบอร์มือถือของท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนซิม จะขึ้นรหัส ให้นำรหัสที่ปรากฎบนมือถือ พร้อม นำบัตรประชาชนตัวจริงมาด้วย มาแสดงต่อที่ โอเปอร์เรเตอร์มือถือในไทยที่คุณใช้บริการอยู่ ( เช่น AIS Shop , Telewiz , DTAC Hall , dtac shop, true shop , CAT , ศูนย์บริการ TOT ) และ ตามร้านค้าที่มีป้ายสัญลักษณ์ “กสทช. โทรคมนาคม 2 แชะ แวะลงทะเบียนซิม”  ได้ทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่ง ณ ขณะนี้ครอบคลุมแล้วกว่า 5 หมื่นจุด และสามารถลงทะเบียนซิมยืนยันแสดงตนได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถึง 31 กรกฎาคม 2558  ฟรี !! ไม่เสียค่าบริการใดๆทั้งสิ้น

** หมายเหตุ  ร้านที่มีป้ายสัญลักษณ์ สัญลักษณ์ “กสทช. โทรคมนาคม 2แชะ แวะลงทะเบียนซิม”   แสดงว่าเป็นร้านที่ทาง กสทช.ให้การรับรองแล้ว และมั่นใจว่าจะไม่นำหลักฐานบัตรประชาชนนี้มาใช้ทำอย่างอื่นอย่างแน่นอน ข้อมูลนี้จะจัดส่งถึง กสทช. และผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือโดยตรง

ขั้นตอนการลงทะเบียนซิมเติมเงิน ที่ศูนย์ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ และ ร้านค้าที่ กสทช. รับรอง 

1.นำโทรศัพท์มือถือ พร้อม บัตรประชาชนตัวจริง หรือ Passport ตัวจริง มาที่ศูนย์บริการโทรศัพท์มือถือ หรือ มาที่ร้านค้ามือถือที่ มีสัญลักษณ์ “กสทช. โทรคมนาคม 2แชะ แวะลงทะเบียนซิม”   

2.จากนั้นกด *151# แล้วกดปุ่มโทรออก เพื่อแสดงรหัสโค้ดเพื่อลงทะเบียนซิม
 ( หน้าตาแอพที่ร้านค้าจะใช้แอพนี้ดำเนินการลงทะเบียนซิมให้ลูกค้า จัดทำแอพโดย กสทช. )

ทาง ร้านค้า จะหยิบมือถือที่ลงแอพพลิเคชั่นลงทะเบียนซิม ที่จัดทำโดย กสทช.  ร้านค้าจะรันแอพแล้วกดเลือกเครือข่ายที่ท่านใช้เบอร์มือถือเติมเงินนั้น อยู่ แล้วร้านค้าจะหยิบมือถือถ่ายแชะครั้งแรกโดยถ่ายที่รหัสแสดงบนมือถือของคุณ  จากนั้น ร้านค้าจะใช้แอพถ่ายบัตรประชาชน หรือ Passport หรือบัตรที่ราชการออกให้ ไว้เป็นหลักฐาน เป็นแชะที่2   ข้อมูลที่ถ่ายด้วยแอพนี้จะส่งไปยัง ศูนย์กลางของ กสทช. และผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่คุณใช้งานอยู่ ซึ่งแอพข้อมูลที่ถ่ายไว้จะไม่เก็บไว้บนมือถือของร้านค้าเด็ดขาด

ซึ่ง ขั้นตอนการลงทะเบียนซิมครั้งนี้  กสทช. ชี้แจงว่า ใช้เวลาไม่เกิน 60 วินาที เสร็จ!! อย่างรวดเร็วและถูกต้อง ไม่ต้องกรอกเอกสาร ไม่ต้องปิดเครื่องถอดซิม และไม่ต้องถ่ายเอกสารเลย เพียงแค่ใช้บัตรประชาชนตัวจริงให้เจ้าหน้าที่ถ่ายเท่านั้น

ตอบคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับการลงทะเบียนซิมเติมเงิน Q&A

Q: ถ้ากรณีเป็นเด็กใช้มือถือ ไม่มีบัตรประชาชน (ส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี)  ?

A: ให้ลงทะเบียนซิมโดยใช้ชื่อผู้ปกครอง และบัตรประชาชนผู้ปกครองในการลงทะเบียนซิม กรณีเด็กอายุ 15 ปี มีบัตรประชาชนแล้วก็ใช้บัตรประชาชนเด็กในการลงทะเบียนซิมได้เลย

Q: กรณีเป็นชาวต่างชาติ ซื้อซิม ต้องลงทะเบียนมั้ย   ?

A: ต้องลงทะเบียนซิมเหมือนประชาชนไทย โดยชาวต่างชาติยื่น Passport มาให้ร้านค้าถ่าย ลงทะเบียนซิมให้

Q: กรณีแรงงานต่างด้าว ใช้มือถือเติมเงิน จะลงทะเบียนซิมอย่างไร?

A: ให้ใช้บัตรประจำตัวแรงงานต่างด้าว ที่ออกโดยกระทรววงแรงงาน มาใช้เป็นหลักฐานในการลงทะเบียนซิมได้

Q: กรณีเป็นพระ ภิกษุ สงฆ์ ซึ่งไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ?

A: ใช้ใบสุทธิ เป็นหลักฐานการลงทะเบียนซิม แทนบัตรประชาชนได้

Q: ใบขับขี่ที่ออกโดยราชการ มีหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ใช้เป็นหลักฐานแทนบัตรประชาชนได้มั้ย ?

A: ใช้ใบขับขี่ มาเป็นหลักฐานในการลงทะเบียนซิมได้

Q: หากเราจะใช้เบอร์ใหม่ และไม่ใช้เบอร์เก่านี้แล้ว ฉันทิ้งเบอร์เก่าละ ?

A: เบอร์ใหม่ที่เป็นเติมเงิน ต้องลงทะเบียนใหม่  ส่วนเบอร์เก่าที่เลิกใช้ทิ้งไป ก็แจ้งยกเลิกเบอร์ได้ที่ผู้ให้บริการมือถือ หรือหากไม่ใช้เบอร์โทรเก่านี้เลย..เกิน 90 วัน ทางผู้ให้บริการมือถือจะยึดเบอร์ซิมกลับไป และเบอร์ที่ถูกยึดแล้วต้องมาลงทะเบียนใหม่

Q: ถ้าเป็นคนแก่ชรา คนพิการ  ไม่สะดวกในการลงทะเบียนซิม

A: ให้ลงทะเบียนซิมเป็นชื่อลูกหลานก็ได้ โดยใช้บัตรประชาชนลูกหลานเป็นหลักฐานลงทะเบียน  หรือกรณี อยากให้ลงชื่อเป็นชื่อตัวเอง ซึ่งตัวเองแก่ชรา หรือพิการอยู่ ก็สามารถใช้วิธีมอบอำนาจเซ็นรับรอง ให้ลูกหลานไปทำแทนตัวเองได้

Q: ถ้าเรามีเบอร์เติมเงิน มากกว่า 1 เบอร์

A: 1 คน สามารถลงทะเบียนซิมกี่เบอร์ก็ได้ ไม่จำกัดจำนวนเบอร์  กสทช.ต้องการแค่ว่าซิมนี้เบอร์นี้ถือโดยเจ้าของเบอร์คือใครเท่านั้น



Baidu วอนคนไทย"เราไมใช่ปีศาจ"ขอเรียกศรัทธาจากคนไทยอีกครั้ง

Baidu ขอเรียกศรัทธาจากคนไทยอีกครั้ง, เตรียมเปิดตัวบริการในไทยเต็มรูปแบบกลางปีหน้า

เชื่อว่าผู้อ่านเกือบทุกท่านน่าจะรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อ Baidu (ไป่ตู้) กันมาบ้างนะครับ ซึ่งสำหรับประเทศไทยแล้ว ในปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีที่ชื่อเสียงของไป่ตู้เริ่มสั่นคลอน อันเนื่องมาจากผลิตภัณฑ์บางตัวอย่างเช่น PC Faster หรือ Hoa123 ที่มีกระแสต่อต้านเป็นอย่างมาก


ล่าสุดทางไป่ตู้ ประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับ นสพ.ไทยรัฐ กล่าวถึงสถานการณ์ในปัจจุบันของบริษัท ว่ายังคงมีแผนที่จะทำการตลาดในประเทศไทยอย่างจริงจัง ด้วยการเปิดตัว Baidu.co.th เวอร์ชั่นภาษาไทยอย่างเป็นทางการได้ในช่วงกลางปีหน้า อีกทั้งพร้อมที่จะทุ่มงบในการในด้านการตลาดให้มากกว่าปีที่ผ่านมาอีกด้วย …

Apple จดสิทธิบัตรโทรศัพท์หมุนกลางอากาศ หล่นแล้วไม่แตก



วันนี้ Apple ได้อวดสิทธิบัตรที่มีชื่อว่า "Protective mechanism for an electronic device" โดยมีรายละเอียดของเทคโนโลยีนี้ว่าจะช่วยให้อุปกรณ์ไม่ได้รับความเสียหายเมื่อตกกระแทกโดยไม่ได้ตั้งใจ



ในสิทธิบัตรได้อธิบายหลักการทำงาน โดยเทคโนโลยีนี้จะมีเซนเซอร์หลายตัวจับความเคลื่อนไหวและตำแหน่งของตัว อุปกรณ์ รวมถึงใช้เซนเซอร์พิเศษปล่อยคลื่น Ultrasonic เพื่อส่งข้อมูลไปประมวลผลที่ซีพียู ทันที่ที่ตรวจพบการหล่น มันจะคำนวนความเร็วและมุมที่ตัวเครื่องตกในเสี้ยววินาที เพื่อเลือกมุมที่ตกแล้วเครื่องจะได้รับความเสียหายน้อยที่สุด จากนั้น Protective Mechanism จะทำการหมุนเครื่องไปยังมุมที่ปลอดภัยกลางอากาศก่อนที่เครื่องจะตกถึงพื้น เพื่อลดแรงกระแทก
การพลิกกับเองอัตโนมัติเช่นนี้ เหมือนเป็นการเลียนแบบการกลับตัวของแมว เนื่องจากแมวเป็นสัตว์มีความยืดหยุ่นสูง มันสามารถหมุนร่างกายของมันตอนอยู่กลางอากาศเพื่อไม่ให้ส่วนที่เปราะบางตก กระแทกพื้น 

อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงความคิดต้นแบบของทางแอปเปิลเท่านั้น เพราะยังไม่ได้บรรจุลงในไอโฟนรุ่นใหม่แต่อย่างใด แต่เชื่อได้ว่าอีกไม่นานเกินรอจะต้องมีเทคโนโลนีชนิดนี้อยู่ในเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์เอาใจคนซุ่มซ่ามแน่นอน



อ้าวจริงดิ!ใส่รหัสไอโฟนผิด 5 ครั้ง ต้องรอนานถึง 45 ปี

บ้าไปแล้ว! ใส่รหัสไอโฟนผิด 5 ครั้ง ต้องรอนานถึง 45 ปี กว่าจะได้ใส่อีกครั้ง!?



Qianjiang Evening News แหล่งข่าวจากประเทศจีนรายงานว่า มีชายหนุ่มชาวจีนคนหนึ่ง ใส่รหัสผ่านบน ไอโฟน 4s ของตนเองผิด 5 ครั้ง จากนั้นระบบก็แจ้งเวลาที่ให้รอจนกว่าจะได้ลองรหัสผ่านอีกครั้งเป็นเวลา “23,614,974 นาที” ซึ่งเมื่อลองคำนวนดูแล้ว ชายหนุ่มคนนี้ต้องรอถึง “44 ปี 328 วัน 6 ชั่วโมง 54 นาที ” เรียกได้ว่ารอจนแก่ (หรืออาจจะต้องให้รุ่นหลาน) กว่าจะได้ลองรหัสผ่านปลดล็อคอีกครั้ง

จาก นั้นทางแหล่งข่าวก็ได้ลองสอบถามไปยังทาง Apple เกี่ยวกับเหตุนี้ ซึ่งทาง Apple ระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีทางเกิดขึ้นเด็ดขาดกับอุปกรณ์ของ Apple ซึ่ง iPhone 4s ของชายคนดังกล่าวคาดว่าได้ถูก “Jailbreaking ” (หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า เจลเบรค นั่นแหละ) มาแล้ว ซึ่งเป็นการผ่าตัดระบบ iOS ที่ทาง Apple ทำมาดีแล้ว จึงอาจเป็นสาเหตุทำให้ต้องรอนานจนชั่วอายุแบบนี้

นอกจากนี้ Apple ยังเตือนอีกว่า การเจลเบรคนั้นมีผลทำให้เครื่องหมดประกันนะจ๊ะ



แอลจีเปิดให้อัพเกรดระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 5.0 Lollipop ก่อนใคร

แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) พร้อมส่งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอร์ชั่นล่าสุด 5.0 Lollipop สำหรับ LG G3 ให้ผู้ใช้ได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานใหม่ล่าสุดที่รวดเร็วเปี่ยมประสิทธิภาพเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ตั้งแต่อาทิตย์หน้าเป็นต้นไป

ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ใหม่ล่าสุดมาพร้อมการพัฒนาในหลายส่วน ได้แก่ Language Design แบบใหม่ที่เพิ่มความลึก แสงเงา และแอนิเมชั่น ระบบการแจ้งเตือน (Notification) มาพร้อมรูปแบบการแสดงผลและการแสดงสีรูปแบบใหม่ซึ่งสามารถใช้ได้ในหน้าจอล็อคสกรีนแบบใหม่ด้วยเช่นกัน

ระบบปฏิบัติการ 5.0 Lollipop ยังได้เพิ่มฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยต่างๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์นอกจากนี้ Lollipop ยังมาพร้อมซอฟท์แวร์ Android Runtime (ART) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของสมาร์ทโฟนให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
“แอลจีมุ่งมั่นที่จะมอบ ประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าของเรา และเราเชื่อมั่นว่าระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 5.0 Lollipop จะเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานและเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้ LG G3 แน่นอน” มร. เจค ควอน ผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือ แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) กล่าว “ฟีเจอร์และการพัฒนาใหม่ๆ ในแอนดรอยด์ 5.0 จะมอบอีกระดับของประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่าให้แก่ผู้ใช้ LG G3 อย่างแน่นอน”

ข้อมูลเพิ่มเติมเข้าชมได้ที่ www.lg.com/th และ www.facebook.com/thailandlifesgood
ขอบคุณที่มา cr.techxcite

Google เปิดโดเมนใหม่ นามสกุล .google

Google เปิดใช้โดเมนในระดับ TLD (Top Level Domain) อย่างเป็นทางการในชื่อ nic.google เป็นลิงค์ที่จะนำไปสู่หน้า www.google.com/registry บริการจดทะเบียนโดเมนของ Google

การเปิดใช้โดเมน nic.google ครั้งนี้ จะพาผู้ใช้ไปยังหน้าเพจ www.google.com/registry การให้บริการจดทะเบียนโดเมนนามสกุลใหม่ๆ ที่ Google ผ่านการยื่นจดทะเบียนกับ ICANN อาทิ .ADS, .BOO, .DAD, .DAY, .EAT, .HERE, .HOW, .ZIP และอื่นๆอีกจำนวนมาก ซึ่งการเพิ่มบริการรับจดทะเบียนครั้งนี้ ถือเป็นอีกช่องทางที่ให้ลูกค้าทั่วไปหรือลูกค้าองค์กรสามารถเลือกจดทะเบียน โดเมนที่ต้องการ นอกจากการจดทะเบียนกับ GoDaddy หรือ Name เป็นต้น อีกทั้ง Google ยังสามารถกำหนดราคาการให้บริการได้ถูกกว่าตลาดด้วย ขณะเดียวกัน Google ยังได้จดทะเบียนโดเมนในชื่อแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของตัวเองไว้ อาทิ .android, .chrome, .gmail, .youtube เป็นต้น รวมถึงนามสกุลทั่วไปโดยรวมแล้ว 101 โดเมน
ทั้งนี้ ICANN (Internet Corporation for Assigned Names and Numbers) หน่วยงานบริหารทรัพยากรโดเมนโลก ได้เปิดรับจดทะเบียนโดเมนประเภท TLD (Top Level Domain) อย่างอิสระขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งแบรนด์ชั้นนำระดับโลกจำนวนมากยื่นขอจดทะเบียนประเภท TLD อาทิ Apple, BBC, Intel, Lego, Ferrari, Fedex, Heinz และอื่นๆ
ทำให้ในอนาคตเราน่าจะเห็นโดเมนระดับ TLD จากแบรนด์ดังมากขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น ในอนาคตข้างหน้าหาก Apple กำลังจะเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ ก็อาจจะให้ลูกค้าสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่โดเมน iphone.apple ก็เป็นได้
ที่มา theregister

บก.ปอศ. เตือนร้านเน็ตคาเฟ่ บริษัท สำนักงาน เตรียมเข้าตรวจค้นซอฟต์แวร์เถื่อน



สำนักงานตำรวจแห่งชาติลุยจับร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ตามหัวเมืองใหญ่ หลังตรวจพบใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายมาให้บริการลูกค้าอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ล่าสุดล้อมจับ 6 ร้านเน็ตทั้งในเชียงใหม่ ขอนแก่น และร้อยเอ็ด ตะลึงมูลค่าความเสียหายลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์รวมกว่า 6 ล้านบาท เตือนจับเพิ่มอีกถ้ายังไม่หยุดละเมิดลิขสิทธิ์


เมื่อเร็วๆนี้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ บก.ปอศ. นำกำลังเจ้าหน้าพร้อมหมายค้นเข้าตรวจอินเตอร์เน็ตคาเฟ่สี่ร้านดังกลางเมือง เชียงใหม่ ประกอบด้วยร้านไอเพลย์ ตั้งอยู่ในโรงแรมมาลิน เรสซิเดนซ์ ถนนห้วยแก้ว ร้านเลิฟออนไลน์ ถนนเวียงบัว ร้านฮอไรซอนเน็ต ถนนสิรินธร และร้านมดอินเตอร์เน็ต ตำบลช้างเผือก ทั้งหมดตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พบเครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวน 188 เครื่อง มีการลักลอบลงโปรแกรมเถื่อนเพื่อให้บริการกับลูกค้า โดยมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 4 ล้านบาท

อีก 2 รายที่ถูกจับดำเนินคดีโดย บก.ปอศ. เป็นอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ในจังหวัดขอนแก่นชื่อ ร้านวอร์บ (ขอนแก่น)ตั้งอยู่บนห้างสรรพสินค้ายูพลาซ่า ถนนมิตรภาพ ซึ่งตำรวจตรวจค้นพบเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการลงโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 40 เครื่อง และปรากฏมูลค่าความเสียหายจากการละเมิดที่ประมาณ 1,100,000 บาท ทั้งนี้ อีกร้านหนึ่งชื่อ ร้านติ๊กแอนด์แต๊บ ตั้งอยู่ถนนศรีเทวา อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด ตรวจค้นพบเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการลงโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 35 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายจากการละเมิดสูงกว่าที่ประมาณ 831,600 บาท เจ้าของร้านจะถูกดำเนินคดีในชั้นศาลต่อไป เว้นแต่จะสามารถตกลงกับเจ้าทุกข์คือบริษัทซอฟต์แวร์ที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ได้
บก.ปอศ. เตือนร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ทั่วประเทศให้หลีกเลี่ยงการละเมิดลิขสิทธิ์ ซอฟต์แวร์ โดยจะมีการเข้าตรวจค้นแบบปูพรมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกภาคของประเทศ และหากพบว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้กระทำผิดจะได้รับโทษภายใต้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ปี พ.ศ. 2537 ว่าด้วยการละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการขาย การถือครองเพื่อขาย หรือการนำเสนอขายโปรแกรมเหล่านั้น โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 800,000 บาท และศาลอาจมีคำสั่งให้ปิดกิจการของผู้กระทำความผิดได้
“การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียรายได้จากภาษี อากรในแต่ละปีเป็นจำนวนมหาศาล และยังเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของต่างประเทศ” พ.ต.อ. ชัยณรงค์ เจริญไชยเนาว์ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทาง เศรษฐกิจ กล่าว


องค์กรธุรกิจในอุตสาหกรรมการผลิตและการก่อสร้าง อยู่ในกลุ่มที่มีรายงานการใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายและไม่มีไลเซ้นต์มากที่สุด ตั้งแต่ต้นปี 2557 เป็นต้นมา เจ้าหน้าที่ตํารวจได้เข้าตรวจค้นองค์กรธุรกิจไปแล้ว 158 แห่ง พบซอฟต์แวร์ที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ติดตั้งในคอมพิวเตอร์รวมทั้งหมด 1,800 เครื่อง องค์กรธุรกิจเหล่านี้ละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ คิดเป็นมูลค่าของซอฟต์แวร์โดยเฉลี่ยราว 2.4 ล้านบาท

“สถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าองค์กรธุรกิจไทยจําเป็นต้องมีการปรับปรุงธรรมา ภิบาลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างจริงจัง เพื่อให้แน่ใจว่าใช้ซอฟต์แวร์ถูกกฎหมายและมีไลเซ้นต์เท่านั้น” พ.ต.อ.รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กล่าว พร้อมเสริมว่าซอฟต์แวร์ที่สร้างสรรค์โดยนักพัฒนาชาวไทยถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ด้วยเช่นกัน คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 15 ของซอฟต์แวร์ที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ที่พบจากการเข้าตรวจค้นทั้งหมด

“เจ้าหน้าที่ตํารวจจะเดินหน้าปฏิบัติตามหน้าที่เพื่อขยายผลจากเบาะแสทั้งหมด ที่ได้รับเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา องค์กรธุรกิจทุกแห่งควรปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อการแข่งขันทางการค้าที่และการ เอาเปรียบกันทางธุรกิจด้วยการใช้วิธีที่ผิดกฎหมายในการดําเนิน ขอให้ผู้นําองค์กรธุรกิจตรวจสอบการใช้ซอฟต์แวร์เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มี ซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายหรือไม่มีไลเซ้นต์อนุญาตให้ใช้ในสถานประกอบการพร้อมระบุ ว่าการ แก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในองค์กรธุรกิจ จําเป็นต้องได้รับความร่วมมืออย่างจริงจังจากผู้บริหารเช่นเดียวกับการที่ ผู้บริหารจริงจังกับความเสี่ยงอื่นๆ ขององค์กร

“เราขอให้ภาคธุรกิจดําเนินการเชิงรุกในการบริหารจัดการสินทรัพย์ของผู้ บริหารควรทราบดีว่าพวกเขาใช้ซอฟต์แวร์อะไรอยู่และต้องกําจัดซอฟต์แวร์ที่ผิด กฎหมายและไม่มีไลเซ้นต์ออกจากธุรกิจของพวกเขา”

“เราเชื่อว่ามีองค์กรธุรกิจหลายพันแห่งที่ใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายและปัญหาการ ละเมิดลิขสิทธิ์กําลังส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในเวทีโลก และมาตรฐานความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์ ถือเป็นปัญหาที่เราจําเป็นต้องร่วมมือกับผู้นําองค์กรธุรกิจในการแก้ไขใน การเข้าตรวจค้นและดําเนินคดีกับองค์กรธุรกิจที่ละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ใน ปี 2557 เจ้าหน้าที่ตํารวจพบว่ามีจํานวนซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายและไม่มีไลเซ้นต์จํานวน มากในการทํางาน
อาทิ บริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งที่ถูกจับดําเนินคดีข้อหาใช้ซอฟต์แวร์ของออโตเดสก์ (Autodesk) โดยไม่มีไลเซ้นต์ คิดเป็นมูลค่าของซอฟต์แวร์ราว 15 ล้านบาท ขณะที่บริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ใช้ซอฟต์แวร์ของออโตเดสก์โดยไม่มีไลเซ้นต์ คิดเป็นมูลค่าของซอฟต์แวร์ราว 11 ล้านบาท รวมถึงบริษัทผู้ผลิตแม่พิมพ์ร่วมทุนไทย-จีนในสมุทรปราการ ซึ่งถูกดําเนินคดีข้อหาใช้ซอฟต์แวร์โดยไม่มีไลเซ้นต์ของออโตเดสก์ ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ซีเมนส์ พีแอลเอ็ม (Siemens PLM Software) และไทยซอฟต์แวร์เอ็นเตอร์ไพรส์ (Thai Software Enterprise) รวมมูลค่าของซอฟต์แวร์ทั้งสิ้นราว 10.8 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ตํารวจได้เข้าตรวจค้นและดําเนินคดีกับองค์กรธุรกิจที่ละเมิด ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ไปแล้วในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ ปทุมธานี นครปฐม ชลบุรี นนทบุรี สุพรรณบุรี เชียงใหม่ เพชรบุรี กรุงเทพฯ สมุทรสาคร สมุทรปราการ ระยอง ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลก นครราชสีมา ภูเก็ต และกระบี่

ผู้ที่แจ้งเบาะแสการใช้งานซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายและไม่มีไลเซ้นส์ผ่านทางสาย ด่วนที่ 0-2714-1010 หรือรายงานทางช่องทางออนไลน์ จะได้รับเงินรางวัลสูงสุด 250,000 บาท โดยข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสจะถูกปิดไว้เป็นความลับ

 

ผลสำรวจชี้ Apple App Store มียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันสูงถึง 7.8 ล้าน


ผลสำรวจชี้ Apple App Store ทำสถิติใหม่ยอดดาวน์โหลดล้นหลามเมื่อเดือนที่ผ่านมา

 Fiksu เผยผลสำรวจแอปพลิเคชันการตลาดบนมือถือระบุชัด Apple App Store สร้างสถิติยอดดาวน์โหลดสูงสุดในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คาดอานิสงฆ์จากการเปิดตัว iPhone 6 ผลักยอดโหลดพุ่งกระฉูด
ทั้งนี้รายงานได้ระบุว่า มียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันสูงถึง 7.8 ล้านดาวน์โหลดในเดือนที่ผ่านมาบน Apple App Store ด้วยการออกแอพฟรีกว่า 200 แอพ และยังรวมถึงกระแสที่ตอบรับอย่างดีกับ iPhone 6 และ 6 Plus ซึ่งทำให้ยอดดาวน์โหลดในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นมาถึง 42% เมื่อเทียบกับเดือนกันยายนที่ผ่านมา และแซงสถิติเดิมคือ 29% ในเดือนตุลาคมปี 2013 อีกด้วย โดยมีการประเมินว่าความต้องการในตลาดหลังจาก iPhone 6 ได้ทำขนาดจอที่ใหญ่กว่าเดิมนั้นมีมากขึ้น กลายเป็นจุดแข็งสำคัญที่มีส่วนให้ตลาดบน App Store จะมีอนาคตที่ดีต่อไปอีกแน่นอน เมื่อนักพัฒนายังมีความต้องการที่จะทำแอพและโฆษณาสินค้าผ่านช่องทางดังกล่าวอยู่มากนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากนักวิเคราะห์ Ming Chi-Kuo ที่ออกมาคาดการณ์ว่า Apple เองคาดหวังว่าในไตรมาสนี้จะขายไอโฟนตัวใหม่ได้ราว 71 ล้านเครื่อง ซึ่งหากเป็นจริง ยอดดาวน์โหลดบน App Store จะสร้างสถิติใหม่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าอย่างแน่นอน
ที่มา : phonearena
 

โครตหรู!!iPad Air 2 ทองคำ 24k วางจำหน่ายแล้วในราคาเริ่มต้น 38,500 บาท

หลังจากที่ Apple ได้เปิดตัวและวางจำหน่าย iPad Air 2 แท็บที่บางที่สุดในโลก มาพร้อมกับแรม 2 GB และสีทองสุดงาม แต่อยากได้รุ่นที่หรูกว่าทาง Karalux บริษัทที่รับทำ Galaxy Note 4 และ BlackBerry Passport เป็นทองคำมาแล้ว ก็เตรียมจัดให้ไม่เหมือนใครด้วย iPad Air 2 ทองคำ 24K ซึ่งก็มีให้เลือก 3 ความจุนั่นคือ 16GB ราคา $1174 ราว 38,500 บาท 64GB ราคา $1315 ราว 43,100 บาท และความจุ 128GB ราคา $1644 ราว 53,900 บาท





 เห็นแล้วอยากเลยใช่ไหมครับ..
สำหรับโปรโมชั่นในเดือนนี้ใครที่ซื้อ iPad Air 2 ทองคำ 24K จะได้เข็มติดเน็คไททองคำ หรือไฟแช็ค Zippo อีกด้วย และถ้าใครอยากได้ iPad mini 3 ทองคำ 24K ก็มีจำหน่ายเช่นเดียวกันโดยจะมีราคาแพงกว่ารุ่นปกติประมาณ 14,800 บาท
ที่มา – Karalux

Sony ประกาศเรียกคืน Vaio Fit 11A หลังพบแบตฯร้อนจนเกิดระเบิดได้

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาทาง "Sony" บริษัทผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิคส์ยักษ์ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศเตือนลูกค้าทั่วโลกให้หยุดใช้โน้ตบุ๊ครุ่น" Vaio Fit 11A" เนื่องจากพบอันตรายจากความร้อนของตัวแบตฯ ที่อาจทำให้เกิดระเบิด และไฟไหม้ได้ ซึ่งบริษัทจะรับผิดชอบโดยการเรียกแท็บเล็ตรุ่นนี้มาซ่อมเพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่รุ่นใหม่ต่อไป
ใครใช้อยู้ให้ปิดเครื่องและถอดปลั๊กอะแดปเตอร์ให้เรียบร้อย
อย่างไรก็ดีตัวแบตเตอรี่ของ Vaio Fit 11A นั้นจะเป็นแบตเตอรี่แบบที่ติดมากับตัวเครื่อง ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถถอดออกมาเปลี่ยนด้วยตัวเองได้ เพื่อนๆที่ใช้เจ้าโน้ตบุ๊ครุ่นนี้อยู่ควรที่จะหยุดการใช้งานโดยการปิดเครื่องและถอดปลั๊กอะแดปเตอร์ให้เรียบร้อยและนำเข้าศูนย์บริการโดยทันทีเพื่อรับการซ่อมแซมต่อไป ซึ่งนับว่าเป็นการปิดฉากสินค้าในตระกูล Vaio ที่ไม่ค่อยสวยนักของ Sony เลยละครับ
มีจำนวนทั้งสิ้น 25,905 เครื่องทั่วโลกที่มีปัญหา
โดยตัวเครื่องที่มีปัญหานั้นจากการสำรวจมีด้วยกันทั้งสิ้น จำนวน 25,905 เครื่องทั่วโลก นับตั้งแต่ออกวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งตัวแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนของเตจ้าเครื่องนี้จะผลิตโดยบริษัท Panasonic ซึ่งเป็นคู่แข่งของ Sony โดยตรง ที่ไม่แน่อาจจะเป็นต้นตอของปัญหานี้ อย่างไรก็ดี Vaio Fit รุ่นอื่นๆยังไม่ได้มีรายงานว่ามีปัญหาหรือไม่ ถ้าเพื่อนๆสมาชิกท่านใดที่ใช้ Vaio Fit รุ่นอื่นๆอยู่ก็ขอให้ระมัดระวังและเตรียมถึงดับเพลิงกันไว้ด้วยนะครับไม่งั้นอาจจะเป็นโก้โก้ครันช์กันได้
เตือนใว้ก่อนครับสำหรับคนที่กำลังมองหาโน็ตบุ็คใว้ใช้งาน..

ทีวีดิจิตอล คืออะไร

ทีวีดิจิตอลคืออะไร มีประโยชน์อย่างไรกับเรา  แล้วเราจำเป็นต้องซื้อทีวีเครื่องใหม่หรือเปล่านะ หากใครกำลังสงสัยเรื่องของทีวีดิจิตอลอยู่ ตามมาฟังทางนี้เลย...

           ช่วงปลายปีที่ผ่านมา แวดวงสื่อมวลชนให้ความสนใจกับการเปิดประมูลทีวีดิจิตอลเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของวงการโทรทัศน์บ้านเรา ดังจะเห็นได้ว่าแต่ละบริษัทยอมทุ่มไม่อั้นรวมเม็ดเงินกว่า 5 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ได้รับใบอนุญาต แต่สำหรับคนทั่วไปอย่างเรา ๆ แล้ว คงจะนึกสงสัยอยู่ในใจว่า "ทีวีดิจิตอล คืออะไร" แล้วถ้าเราจะชมต้องซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่เพื่อให้รองรับระบบดิจิตอลหรือ เปล่าล่ะ ทุกคำตอบอยู่ที่นี่แล้ว !


ทีวีดิจิตอล คืออะไรกันนะ ?

           ก่อนจะรู้จัก ทีวีดิจิตอล หรือโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (Digital Television) ต้องรู้ก่อนว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ระบบรับสัญญาณโทรทัศน์ในโลกใช้เป็นระบบอนาล็อก (Analog) แต่ในช่วงหลายปีหลังมานี้ เทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์ได้รับการพัฒนาอย่างมาก จึงถูกนำมาผสมผสานกับเทคโนโลยีของระบบรับสัญญาณโทรทัศน์ จนเกิดระบบดิจิตอลขึ้นนั่นเอง

           แล้วรู้ไหมว่า ภาพและเสียงที่ส่งผ่านระบบดิจิตอลจะมีความคมชัดสูงกว่าระบบอนาล็อกมาก และยังส่งข้อมูลได้มากกว่าระบบอนาล็อกในหนึ่งช่องสัญญาณด้วย เรียกว่า "Multicasting" นั่นจึงทำให้หลาย ๆ ประเทศเริ่มเปลี่ยนการรับสัญญาณโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกมาเป็นโทรทัศน์ระบบ ดิจิตอลกันแล้ว อย่างที่เราเห็นว่าช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ มีผลิตภัณฑ์โทรทัศน์ Wide Screen และโทรทัศน์ความคมชัดสูง (HDTV) ออกมาตีตลาดกันมากมายเลยทีเดียว


แล้วทำไมถึงต้องเปลี่ยนจากระบบอนาล็อกเป็นระบบดิจิตอลด้วยล่ะ ?

           มีข้อตกลงตามมติที่ประชุมรัฐมนตรีสารสนเทศอาเซียน หรือ AMRI (ASEAN Ministers Responsible for Information) ว่าทุกประเทศจะต้องแพร่ภาพโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิตอลได้ และต้องยุติการออกอากาศระบบอนาล็อกในช่วงปี 2558-2563 ดังนั้น ประเทศไทยก็ต้องเร่งผลักดันให้ทีวีดิจิตอลเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้

           แล้วอย่างที่ทราบแล้วว่า ระบบดิจิตอล จะช่วยให้เรารับชมโทรทัศน์ด้วยคุณภาพสัญญาณที่ดีขึ้น พร้อมเสียงในระบบ Surround ทำให้ปัญหาเรื่องสัญญาณคุณภาพต่ำลดน้อยลง นอกจากนี้ การที่มีทีวีดิจิตอลยังช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนในการรับชมข่าวสาร สาระความรู้มากขึ้น เพราะจะมีช่องรายการเพิ่มขึ้น และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ เนื่องจากต่างชาติจะให้ความสนใจในการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

           ถ้าอ่านแล้วยังงง ๆ อยู่ ลองมาดูการเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของระบบอนาล็อก และระบบดิจิตอลกัน

           ข้อจำกัดของระบบอนาล็อก

           1. หากอยู่ใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือแม่เหล็ก จะส่งผลให้ภาพไม่คมชัด โดยเฉพาะช่องต่ำ

           2. หากมีสัญญาณอื่นที่ส่งมาจากสถานีวิทยุหรือโทรทัศน์มารบกวน จะทําให้การรับสัญญาณไม่คมชัด เกิดภาพซ้อน

           3. หากโทรทัศน์ที่รับสัญญาณอยู่ในพื้นที่ที่มีสิ่งปลูกสร้างอย่างตึก หรือภูเขาบังการรับสัญญาณโทรทัศน์ จะทําให้เครื่องรับไม่สามารถรับสัญญาณได้ดี

           4. แบบอนาล็อกไม่สามารถบีบอัดสัญญาณได้ จึงต้องใช้ความถี่มากในการส่ง ทําให้มีสถานีน้อย เช่น 1 ช่อง ก็ใช้ได้ 1 รายการเท่านั้น

           5. การส่งสัญญาณอื่น ๆ ไปร่วมกับสัญญาณแบบอนาล็อกทําได้โดยยาก เพราะจะมีผลต่อการรบกวนคลื่นสัญญาณ

           6. ช่องสัญญาณน้อย ไม่พอการใช้งานที่มีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

           7. ไม่สามารถรับชมรายการขณะเคลื่อนที่ได้

           ข้อดีของระบบดิจิตอล

           1. ระบบดิจิตอลมีระบบการบีบอัดสัญญาณ (Digital Compression) ทำให้สามารถส่งรายการได้มากขึ้น เช่น เดิมอนาล็อก 1 ช่องใช้ได้ 1 รายการ เมื่อเปลี่ยนมาเป็นดิจิตอลก็สามารถส่งทางภาคพื้นดินได้ถึง 4-6 รายการ และผ่านดาวเทียมได้ถึง 8-10 รายการ

           2. สามารถให้บริการเสริมอื่น ๆ ได้ (ในกรณีที่กฎหมายอนุญาต)

           3. สามารถรับชมขณะอยู่ในพาหนะเคลื่อนที่ได้ เช่น รับชมโทรทัศน์ขณะนั่งอยู่บนรถยนต์ได้ชัดเจนในบางความถี่

           4. สามารถให้บริการฟรี (Free to Air) หรือบริการเก็บค่าสมาชิกได้

           5. ค่าใช้จ่ายต่อการออกอากาศ 1 รายการลดลง เพราะเครื่องส่ง 1 เครื่อง สามารถส่งได้หลายรายการ

           6. เป็นระบบที่สามารถพัฒนาประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้ เพื่อรองรับโทรทัศน์ในอนาคต

           7. ช่วยลดการใช้พลังงานของประเทศ เนื่องจากเครื่องส่งและเครื่องรับโทรทัศน์ระบบดิจิตอล ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าเครื่องส่งโทรทัศน์ระบบอนาล็อกมาก

           8. ภาพและเสียงคมชัดกว่าระบบอนาล็อก มีคลื่นรบกวนน้อย ไม่มีเงา หากอยู่ในพื้นที่ที่รับสัญญาณได้ก็จะได้ชมโทรทัศน์ที่คมชัดเลย แต่หากอยู่ในพื้นที่ที่สัญญาณไม่ถึงก็จะรับชมไม่ได้


ทีวีดิจิตอลของไทยจะมีทั้งหมดกี่ช่อง ?

           สำหรับระบบโทรทัศน์รูปแบบใหม่ของประเทศไทยที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2557 นี้ จะใช้ระบบ DVB-T2 ซึ่งเป็นระบบ Mpeg4 เป็นมาตรฐาน โดยทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้กำหนดให้เพิ่มช่องรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินของประเทศไทยเพิ่มเป็น 48 ช่อง แบ่งเป็นช่องฟรีทีวีที่ออกอากาศผ่านระบบเดิม (อนาล็อก) จำนวน 6 ช่อง ส่วนอีก 42 ช่อง จะเป็นช่องฟรีทีวีที่ออกอากาศในระบบดิจิตอล

           ทั้งนี้ จำนวน 48 ช่องนี้ ยังแบ่งออกได้อีกตามรูปแบบของช่อง คือ

           ช่องรายการทีวีดิจิตอล หมวดสาธารณะ 12 ช่อง

           ออกอากาศทางช่อง 1-12 เช่น ช่อง 5, NBT, TPBS ฯลฯ

           ช่องธุรกิจ 24 ช่อง ประกอบด้วย

            ช่องเด็ก เยาวชน และครอบครัว 3 ช่อง คือ

               ช่อง 13 - BEC (ช่อง 3)
               ช่อง 14 - MCOT
               ช่อง 15 - TV Pool

           ช่องข่าวสารและสาระ 7 ช่อง คือ

               ช่อง 16 - TNN
               ช่อง 17 - TVPool
               ช่อง 18 - Dailynews
               ช่อง 19 - Spring News
               ช่อง 20 - สามเอ (Bright TV)
               ช่อง 21 - Voice TV
               ช่อง 22 - Nation

           ช่องวาไรตี้ ความคมชัดระดับปกติ (SD) 7 ช่อง คือ

               ช่อง 23 - Workpoint
               ช่อง 24 - True
               ช่อง 25 - GMM
               ช่อง 26 - กรุงเทพธุรกิจทีวี (เครือ Nation)
               ช่อง 27 - RS
               ช่อง 28 - BEC
               ช่อง 29 - MONO

           ช่องวาไรตี้ ความคมชัดสูง (HD) 7 ช่อง คือ

               ช่อง 30 - MCOT
               ช่อง 31 - GMM
               ช่อง 32 - ไทยรัฐ
               ช่อง 33 - BEC (ช่อง 3)
               ช่อง 34 - AMRIN
               ช่อง 35 - ช่อง 7
               ช่อง 36 - PPTV

           ช่องบริการชุมชน 12 ช่อง

           คือช่องทีวีเคเบิ้ลท้องถิ่น หรือช่องรายการทีวีดาวเทียมท้องถิ่น ซึ่งแต่ละจังหวัดจะรับชมได้ในรายการที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพื้นที่นั้น ๆ

 จะดูทีวีดิจิตอลได้อย่างไร ต้องซื้อโทรทัศน์ใหม่หรือเปล่า ?

           คำถามยอดฮิตติดอันดับ 1 ที่หลายคนสงสัยกันมากว่าถ้าจะรับชมทีวีระบบดิจิตอล ต้องซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่หรือเปล่า ก่อนอื่นต้องสำรวจทีวีที่บ้านก่อนค่ะว่าเรารับชมโทรทัศน์ในระบบไหนอยู่

           หากที่บ้านใช้โทรทัศน์ระบบอนาล็อก

           ก็คือโทรทัศน์ที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบันนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นจอตู้หรือจอแบน ใช้เสาหนวดกุ้งหรือก้างปลา ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโทรทัศน์ใหม่ให้เปลืองเงิน เพราะเพียงแค่ซื้อกล่องแปลงสัญญาณ หรือ Set Top Box ที่เป็นระบบ DVB-T2 มาเชื่อมต่อกับเครื่องโทรทัศน์เดิมผ่านช่อง AV สีแดงขาวเหลือง ก็จะช่วยเปลี่ยนสัญญาณจากระบบอนาล็อกมาเป็นระบบดิจิตอลได้แล้ว โดยมีหนวดกุ้งหรือเสาก้างปลาเป็นตัวรับสัญญาณ (ย้ำว่าต้องเป็นกล่องรับสัญญาณ DVB-T2 เท่านั้น ถ้าเป็นกล่องรับสัญญาณ DVB-T ธรรมดาจะรับสัญญาณไม่ได้นะคะ)

           และถ้าทีวีของคุณมีช่องต่อ HDMI ก็จะยิ่งดี เพราะสามารถนำกล่องมาต่อผ่านช่องนี้เพื่อรับชมสัญญาณได้เลย ซึ่งจะให้ความคมชัดสูงกว่าการต่อผ่านช่อง AV แดงขาวเหลืองที่มีในโทรทัศน์รุ่นเก่า ๆ แม้ว่าจะสามารถรับชมทีวีดิจิตอลได้เหมือนกัน แต่ภาพจะคมชัดน้อยกว่า

           อ้อ ! ที่สำคัญคือ 1 กล่อง ต่อ 1 เครื่องโทรทัศน์เท่านั้น ถ้าที่บ้านมีทีวีหลายเครื่องแล้วอยากดูระบบดิจิตอลทุกเครื่อง ก็ต้องซื้อหลายกล่องไปด้วยนะ

           หากที่บ้านใช้ทีวีที่รับสัญญาณดิจิตอลได้อยู่แล้ว

           ถ้าเป็นแบบนี้ก็ต้องดูก่อนว่า ที่ว่ารับสัญญาณดิจิตอลได้นั้นเป็นการรับสัญญาณแบบไหน เพราะทีวีดิจิตอลที่จะเกิดขึ้นนี้จะรับสัญญาณระบบ DVB-T2 ซึ่งเป็นระบบใหม่ล่าสุด แต่เครื่องโทรทัศน์ที่วางขายก่อนหน้านี้มักจะรับสัญญาณดิจิตอลได้แค่ระบบ DVB-T ซึ่งเป็นระบบเก่ากว่า จึงไม่สามารถรับสัญญาณทีวีดิจิตอลระบบใหม่ได้ค่ะ

           ถ้าเช่นนั้น บ้านไหนที่ใช้ระบบ DVB-T ก็ต้องซื้อกล่องรับสัญญาณมาแปลงเช่นกัน แต่ถ้าบ้านไหนเพิ่งซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่มาสด ๆ ร้อน ๆ และมีข้อความระบุว่า เป็น Built-In Tuners ระบบ DVB-T2  ก็สามารถรับชมทีวีดิจิตอลแบบชัด ๆ ได้เลย โดยไม่ต้องซื้อกล่อง เพียงแค่หาเสาอากาศ มาต่อกับทีวี แล้วจูนหาช่องดูได้เลย

           ตรวจสอบโทรทัศน์รุ่นไหนเป็น iDTV สามารถชมทีวีดิจิตอลได้เลย คลิก

           หากที่บ้านรับชมโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม หรือเคเบิ้ลทีวี

           ถ้าโทรทัศน์ที่บ้านรับชมผ่านจานดาวเทียม (C-Band) หรือเคเบิ้ล (KU-Band) ไม่ว่าจะเป็นจานดำ จานแดง จานเหลือง จานส้ม ก็สามารถดูทีวีดิจิตอลได้เลยค่ะ ไม่ต้องหาเสาอากาศ หรือกล่องอะไรมาติดเพิ่ม เพราะดาวเทียม หรือเคเบิ้ล คือระบบดิจิตอลอยู่แล้ว และทาง กสทช. ได้กำหนดข้อบังคับตามกฎ Must Carry ให้แต่ละจานส่งสัญญาณดิจิตอลให้สมาชิกได้ชมด้วย หากไม่ทำจะผิดกฎหมาย ซึ่งแต่ละเจ้าจะอัพเดทช่องให้เองอัตโนมัติในภายหลัง

           อย่างไรก็ตาม คนที่ใช้โทรทัศน์ระบบเคเบิ้ลจะสามารถชมรายการได้เพียงแค่ 36 ช่องเท่านั้น (คือ ช่องสาธารณะ 12 ช่อง + ช่องธุรกิจ 24 ช่อง) โดยจะไม่สามารถรับชมช่องบริการชุมชน 12 ช่องได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับการออกอากาศในแต่ละพื้นที่ซึ่งระบบจานดาวเทียมและเค เบิ้ลทีวีไม่สามารถดึงสัญญาณภาพไปให้บริการได้     

           แต่เรื่องสำคัญที่ชาวเคเบิ้ลทีวีต้องทราบก็คือ หากกล่องรับสัญญาณที่คุณติดตั้งอยู่ตอนนี้ไม่ใช่กล่อง HD อยู่แล้วก็จะไม่สามารถเปิดดูช่อง HD ได้นะ จะดูได้แต่ช่องธรรมดา ถ้าต้องการดูช่อง HD ด้วยก็ต้องเปลี่ยนเป็นกล่องแบบ HD แทน หรือจะซื้อ Set Top Box DVB-T2 มาใช้แทนก็ได้ ถ้าสัญญาณทีวีดิจิตอลส่งมาถึงค่ะ

           หากที่บ้านเป็นเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่น

           ในต่างจังหวัด การติดเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นแบบจ่ายรายเดือน เพื่อให้ดูฟรีทีวีได้ชัดเจน ก็เป็นที่นิยมกันหลายบ้าน ซึ่งหากระบบดิจิตอลเกิดขึ้นมา เราก็สามารถดูทีวิจิตอลได้ด้วยการเชื่อมต่อสัญญาณผ่านกล่อง Set Top Box เช่นกัน


Set Top Box ราคาแพงไหม ?

           ทีนี้ หลายคนคงถามต่อไปอีกว่า Set Top Box ราคาประมาณเท่าไร แล้วจะหาซื้อได้ที่ไหน เรื่องนี้อย่าเพิ่งใจร้อนจ้า เพราะทาง กสทช. จะนำเงินส่วนหนึ่งจากการประมูลทีวีดิจิตอลมาทำคูปองส่วนลดค่าซื้อกล่องแจก จ่ายให้กับประชาชนบ้านละ 1 คูปอง ซึ่งก็ต้องรอการเคาะมูลค่าราคาที่จะแจกให้อีกครั้ง เบื้องต้นคาดว่าจะแจกคูปองในราคา 690 บาท โดยคำนวนจากราคาเริ่มต้นการประมูล หารด้วยจำนวนประชากร

           แต่หลายคนก็อาจจะสงสัยอีกว่า ทำไมไม่แจกเป็นกล่องแปลงสัญญาณมาเลย ทำไมต้องแจกคูปองส่วนลดด้วย นั่นก็เป็นเพราะ Set Top Box ที่วางขายในท้องตลาดมีอยู่หลายรุ่น แต่ละรุ่นก็มีฟังก์ชั่นการใช้งานแตกต่างกัน จึงต้องแจกเป็นคูปองให้ประชาชนไปเลือกซื้อ เลือกรุ่นกันตามความพอใจนั่นเอง โดยราคากล่องทั่วไปน่าจะขายอยู่ที่ราคาประมาณ 1,000-2,000 บาท ขึ้นอยู่กับสเปคและลูกเล่นต่าง ๆ

           ส่วนวิธีการเลือกซื้อนั้น แนะนำว่าในการซื้อให้สังเกตสติ๊กเกอร์รับรองการตรวจสอบมาตรฐานของ กสทช. ที่ติดอยู่บนผลิตภัณฑ์ รวมทั้งโลโก้และมาสคอตดิจิตอลทีวี เพื่อจะได้มั่นใจว่า ถ้าซื้อกล่องมาแล้วนำมาเชื่อมต่อดูทีวีดิจิตอลได้จริง

 ถ้าเปลี่ยนเป็นทีวีดิจิตอลแล้ว ฟรีทีวี 3 5 7 9 NBT จะหายไปเลยหรือ ?

           ถึงจะเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอลแล้ว ฟรีทีวีเดิม คือ ช่อง 3 5 7 9 NBT ที่ออกอากาศในระบบอนาล็อก ก็ยังสามารถดูได้เหมือนเดิมค่ะ ไม่ได้หายไปไหน และยังจะได้ช่องที่เป็นทีวีดิจิตอลซึ่งเป็นฟรีทีวีเหมือนกันแถมมาให้ดูเพิ่ม ด้วย


งั้นจะขอดูแต่ฟรีทีวีแบบเดิม ๆ ได้หรือเปล่าล่ะ ?

           หากไม่ปรารถนาจะดูทีวีระบบดิจิตอล เพราะไม่อยากเปลี่ยนทีวีใหม่ และยังไม่อยากซื้อกล่องแปลงสัญญาณด้วย เพราะเห็นว่า ฟรีทีวี 3, 5, 7, 9, NBT ก็มีรายการให้ดูมากพออยู่แล้ว คุณก็ยังสามารถรับชมฟรีทีวีช่องเหล่านี้ได้ตามปกติไปจนถึงปี พ.ศ. 2563

           เอ๊ะ...แล้วทำไมถึงดูได้แค่ปี 2563 ล่ะ? นั่นก็เพราะตามข้อตกลงของอาเซียน กำหนดว่า แต่ละประเทศสามารถส่งสัญญาณการแพร่ภาพแบบอนาล็อก ควบคู่ไปกับระบบดิจิตอลได้จนถึงปี 2563 หากพ้นปี 2563 ไปแล้ว แต่ละประเทศก็จะต้องตัดสัญญาณระบบอนาล็อกทิ้ง ถึงตอนนั้น ผู้ที่ไม่มีกล่องแปลงสัญญาณ และไม่มีทีวีที่มีระบบ DVB-T2 จะไม่สามารถรับสัญญาณฟรีทีวีแบบอนาล็อกได้อีกต่อไป เพราะฉะนั้น อย่างไรเสียในอนาคตก็ต้องเปลี่ยนไปดูทีวีระบบดิจิตอลแน่นอน แต่จะเปลี่ยนช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง


อยากดูทีวีดิจิตอลแล้ว จะเริ่มออกอากาศเมื่อไร อยู่ต่างจังหวัดดูได้ไหม ?

           ปกติแล้ว ทุกประเทศที่เปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิตอลจะยังไม่สามารถส่งสัญญาณให้ครอบคลุมทุก พื้นที่ 100% ได้ทันที แต่จะใช้วิธีขยายโครงข่ายไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับประเทศไทยค่ะ ที่ในปีที่ 1 โครงข่ายจะครอบคลุมเพียง 11 จังหวัด กว่า 10 ล้านครัวเรือน จากทั้งหมด 22 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 50% ของจำนวนครัวเรือนทั้งประเทศ  และจะขยายออกไปในจังหวัดต่าง ๆ ให้ครอบคลุมต่อไป โดย 11 จังหวัดที่สามารถชมทีวีระบบดิจิตอลได้ภายในปีนี้ ประกอบด้วย

            วันที่ 1 เมษายน 2557  ออกอากาศก่อนใน 4 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา เชียงใหม่ และสงขลา

           วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 ออกอากาศเพิ่มอีก 3 จังหวัด คือ อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี และระยอง

           วันที่ 1 มิถุนายน 2557 ออกอากาศครอบคลุมอีก 4 จังหวัด คือ สิงห์บุรี สุโขทัย ขอนแก่น และอุดรธานี


ดูทีวีดิจิตอลผ่านสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ตได้จริงป่ะ ?

           ยุคนี้สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่สุดไปแล้ว เพราะทำได้สารพัด และกับทีวีดิจิตอลเองก็ยังสามารถรับชมผ่านสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตได้ด้วย ถ้ามีจูนเนอร์ DVB-T2 ในตัวหรือติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณทีวีดิจิตอลเช่น แบบ USB dongle แต่จะรับชมช่องไหนได้บ้าง ความคมชัดแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับฟังก์ชั่นของเครื่องอีกเหมือนกัน ถ้ามีจูนเนอร์ DVB-T2 ในตัวหรือติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณทีวีดิจิตอลเช่น แบบ USB dongle


คงไม่เจอปัญหาจอดำเวลามีถ่ายทอดสดกีฬาเหมือนทีวีดาวเทียมแล้วใช่ไหม ?

           คนที่ดูทีวีผ่านดาวเทียมคงเซ็งสุด ๆ ที่เจอจอดำทุกทีเวลามีถ่ายทอดสดรายการกีฬาสำคัญ ๆ ถ้าไม่ใช้เสาหนวดกุ้ง หรือก้างปลาก็จะดูการถ่ายทอดสดไม่ได้ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอลแล้ว ปัญหานี้จะหมดไป เพราะอย่าลืมนะคะว่า ทีวีดิจิตอลก็คือ “ฟรีทีวี” นั่นเอง ไม่ต่างจากเสาหนวดกุ้ง หรือก้างปลา จึงไม่ติดปัญหาลิขสิทธิ์ ทีนี้รายการไหน ๆ ก็ไม่เจอปัญหาจอดำอีกแล้ว

           ทีวีดิจิตอลยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่ก็เป็นเรื่องใกล้ตัวทีเดียว ก็ต้องรอติดตามกันดูว่า จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้างในวงการโทรทัศน์บ้านเรา หลังการเปิดตัวของทีวีดิจิตอล


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
กสทช. , personnel.psu.ac.th , ที่ดิน เชียงราย, ไทยโพส